เอกสารศุลกากรนำเข้าสินค้า ครบทุกฉบับ+เช็คลิสต์ 2026

การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางการค้าทั่วไป สินค้าข้ามแดน หรือของใช้ส่วนตัวที่มีมูลค่าสูง ล้วนต้องผ่านกระบวนการศุลกากร (Customs) ที่กรมศุลกากรกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากเอกสารไม่ครบถ้วนหรือกรอกข้อมูลผิดพลาด สินค้าอาจติดค้างที่ด่าน ถูกปรับ หรือแม้กระทั่งถูกยึดได้

บทความนี้รวบรวม เอกสารศุลกากรสำหรับนำเข้าสินค้า ทุกฉบับที่คุณต้องเตรียมให้ครบถ้วน แยกเป็นรายการชัดเจน พร้อมอธิบายวิธีการกรอกข้อมูลและข้อควรระวังสำคัญ เหมาะสำหรับผู้นำเข้าทั้งมือใหม่และมือเก๋าที่ต้องการทบทวน โดยเนื้อหาอัปเดตตามระเบียบศุลกากรปี 2026 ล่าสุด

ภาพถ่ายเอกสารศุลกากรหลายฉบับวางบนโต๊ะทำงาน มีป้ายกรมศุลกากร สำนักงานศุลกากร ฉากหลังเป็นตู้คอนเทนเนอร

เลือกอ่านจาก [ สารบัญ ]

ทำความรู้จักกระบวนการศุลกากรนำเข้าสินค้าในประเทศไทย

ก่อนจะลงรายละเอียดเอกสารแต่ละฉบับ เราควรเข้าใจกระบวนการศุลกากรนำเข้าสินค้าของไทยก่อนว่ามีขั้นตอนอย่างไร กรมศุลกากรไทยเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกสินค้าทุกชนิดผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ ทางบก หรือทางอากาศ โดยมีสำนักงานศุลกากรกระจายอยู่ตามด่านตรวจทั่วประเทศ ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก และอีกมากมาย

สำหรับผู้นำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือปริมาณมาก จะต้องดำเนินการของผ่านพิธีศุลกากรที่เรียกว่า “สัญญาบัตร” (CCA หรือ Customs Broker Agreement) หรือจ้างบริษัทขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่มีบริการด้านพิธีการศุลกากรครบวงจร ช่วยจัดการเอกสารและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ได้อย่างราบรื่น

แผนผังขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเข้าประเทศไทย เริ่มจากเรือหรือเครื่องบินขนส่งสินค้ามาถึงท่า → แจ้งข้อมูล

เอกสารศุลกากรนำเข้าพื้นฐานที่ต้องมีทุกครั้ง

ไม่ว่าคุณจะนำเข้าสินค้าชนิดใดหรือทางช่องทางใด จะต้องมีเอกสารศุลกากรพื้นฐานเหล่านี้ครบถ้วน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินพิธีการนำเข้าให้สำเร็จ

1. ใบขนส่งสินค้าทางอากาศ (Airway Bill – AWB) หรือใบขนส่งสินค้าทางทะเล (Bill of Lading – B/L)

เอกสารฉบับแรกที่ต้องมีคือใบขนส่งสินค้า (Transport Document) ซึ่งออกโดยสายการเดินเรือหรือสายการบินที่ขนส่งสินค้าของคุณ ใบเอกสารนี้จะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ส่ง (Shipper) ชื่อผู้รับ (Consignee) รายละเอียดสินค้า จำนวน รวมถึงเลขที่บัญชีตู้คอนเทนเนอร์ (สำหรับทางเรือ)

สำหรับการขนส่งทางอากาศจะใช้ Airway Bill (AWB) ซึ่งมีรูปแบบมาตรฐานของ IATA ส่วนทางทะเลจะใช้ Bill of Lading (B/L) ซึ่งมี 2 ประเภทหลักคือ Order B/L (สามารถส่งต่อได้) และ Straight B/L (ระบุชื่อผู้รับเฉพาะเจาะจง) การนำเข้าสินค้าทางบกอาจใช้เอกสารอื่นที่สายขนส่งจัดทำให้ เช่น CMR Consignment Note สำหรับการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ

ตัวอย่าง Airway Bill หรือ Bill of Lading ที่กรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว มีกรอบ highlight แสดงจุดสำคัญ เช

2. ใบประกาศนำเข้าสินค้า กศก.99/1 (Import Declaration)

แบบ กศก.99/1 คือเอกสารศุลกากรนำเข้าสินค้าที่สำคัญที่สุดและจำเป็นต้องยื่นทุกครั้ง เป็นแบบฟอร์มอย่างเป็นทางการของกรมศุลกากรไทย สำหรับประกาศสินค้านำเข้าเข้าพร้อมชำระอากรและภาษีที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันสามารถยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ NSEC/ASW ได้ทั้งหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องส่งเอกสารต้นฉบับไปที่สำนักงานศุลกากรด้วยตนเอง

ในแบบ กศก.99/1 จะต้องกรอกข้อมูลสำคัญหลายส่วน ได้แก่ ข้อมูลผู้นำเข้า (ใบอนุญาตประกอบกิจการ ทะเบียนผู้เสียภาษี) ข้อมูลผู้ส่งออก รายละเอียดสินค้า จำนวนและมูลค่า HS Code อัตราอากรขาเข้า รวมถึงข้อมูลยานพาหนะที่ขนส่งและช่องทางนำเข้า การระบุ HS Code ผิดจะทำให้เสียอากรผิดอัตราหรือถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนยื่น

สำหรับผู้ที่ยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะได้รับเลขที่ใบขนส่งสินค้าขาเข้า (Arrival Notification) จากระบบอัตโนมัติหลังเรือหรือเครื่องบินลงถึง แล้วจึงดำเนินการยื่นแบบ กศก.99/1 ต่อไป

3. รายการหีบห่อ (Packing List)

รายการหีบห่อเป็นเอกสารประกอบที่ระบุรายละเอียดของสินค้าภายในแต่ละหีบห่อหรือพาเลท ว่าบรรจุอะไร จำนวนเท่าไหร่ น้ำหนักและขนาดเท่าไหร่ ข้อมูลนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าที่นำเข้าว่าตรงกับใบอนุญาตหรือไม่ รวมถึงใช้ในการคำนวณค่าขนส่งและค่าประกันภัย

Packing List ควรมีข้อมูลดังนี้:

  • เลขที่ใบสั่งซื้อ (Purchase Order Number)
  • เลขที่ Invoice
  • รายละเอียดหีบห่อแต่ละชิ้น (ลำดับที่ ขนาด วัสดุบรรจุ)
  • รายละเอียดสินค้าในแต่ละหีบ (ชื่อสินค้า รุ่น จำนวน น้ำหนัก)
  • น้ำหนักรวมและปริมาตรรวม (Gross Weight / Volume)
  • สถานที่บรรจุและสถานที่ส่งมอบ

ภาพ Packing List ที่พิมพ์ออกมาแล้ววางคู่กับกล่องพัสดุที่มีเลขลำดับติดอยู่ มีการเปิดกล่องบางใบแสดงสิน

4. ใบแจ้งราคาสินค้า (Commercial Invoice)

ใบแจ้งราคาสินค้าเป็นเอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อ โดยระบุราคาสินค้าที่ซื้อขายจริง (Transaction Value) ซึ่งใช้เป็นฐานในการคำนวณอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม หากราคาใน Invoice ไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจถูกปรับเรียกเก็บเพิ่มได้

Invoice ที่ดีควรประกอบด้วย:

  • ชื่อและที่อยู่ผู้ขาย (Seller)
  • ชื่อและที่อยู่ผู้ซื้อ (Buyer)
  • วันที่ออก Invoice
  • เลขที่ Invoice
  • รายละเอียดสินค้า (Description of Goods)
  • จำนวน (Quantity)
  • หน่วยนับ (Unit)
  • ราคาต่อหน่วย (Unit Price)
  • ราคารวม (Total Amount)
  • สกุลเงิน (Currency)
  • ข้อตกลงการชำระเงิน (Terms of Payment)
  • ประเทศที่ผลิต (Country of Origin)

ใบอนุญาตนำเข้าและเอกสารพิเศษตามประเภทสินค้า

นอกจากเอกสารพื้นฐานแล้ว บางประเภทสินค้ายังต้องมี ใบอนุญาตนำเข้า หรือเอกสารรับรองพิเศษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะสามารถนำเข้าได้ การทราบว่าสินค้าของคุณต้องมีเอกสารอะไรเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะหากพลาดอาจทำให้สินค้าถูกยึดหรือส่งกลับไปไม่ได้

สินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในประเทศไทย

สินค้าบางประเภทจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตนำเข้าจากหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะทาง โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในกลุ่มควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในประเทศไทย ซึ่งมีหน่วยงานหลายแห่งที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมประมง กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานอื่น ๆ ตามประเภทสินค้า

สำหรับอาหาร เครื่องสำอาง ยา และเครื่องมือแพทย์ จะต้องขึ้นทะเบียนหรือได้รับอนุญาตจาก อย. ก่อนนำเข้า สินค้าประเภทสมุนไพรหรือสารตั้งต้นยาต้องมีใบอนุญาตพิเศษจากกระทรวงสาธารณสุข และสินค้าบางชนิดอาจต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองก่อนปล่อยสินค้า

ภาพสินค้านำเข้าหลายประเภทที่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ เช่น อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ความงาม อุปกรณ์การแพทย์ วาง

HS Code และความสำคัญในการจำแนกประเภทสินค้า

HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสตัวเลข 6-10 หลักที่ใช้จำแนกประเภทสินค้าตามมาตรฐานสากล กำหนดโดยองค์การศุลกากรโลก (WCO) ประเทศไทยใช้ HS Code 6 หลักแรกเป็นมาตรฐานเดียวกับนานาชาติ แล้วเพิ่มเติมเลข 4 หลักสุดท้ายเป็นรายละเอียดย่อยเฉพาะประเทศ รวมเรียกว่า AP Code (A Product Code)

การระบุ HS Code ที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะกำหนดอัตราอากรขาเข้า (Import Duty Rate) และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ต้องชำระ รวมถึงกำหนดว่าสินค้านั้นต้องมีเอกสารอนุญาตพิเศษหรือไม่ และอยู่ในกลุ่มสินค้าต้องห้ามหรือสินค้าควบคุมชนิดใด หากจำแนก HS Code ผิด อาจถูกปรับเรียกเก็บอากรเพิ่มเติม หรือสินค้าอาจถูกยึดหากไปตกในกลุ่มสินค้าต้องห้าม

ผู้นำเข้าสามารถค้นหา HS Code ของสินค้าได้จากระบบ Tariff Online ของกรมศุลกากร หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีการศุลกากร เพราะสินค้าบางชนิดต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการจำแนกอย่างละเอียด

ช่องทางการขนส่งและเอกสารเฉพาะทาง

แต่ละช่องทางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมีเอกสารและขั้นตอนที่แตกต่างกัน ผู้นำเข้าควรทำความเข้าใจข้อกำหนดเฉพาะทางของแต่ละช่องทางเพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้า

ช่องทางทางทะเล (Sea Freight)

การนำเข้าสินค้าทางเรือเป็นช่องทางหลักของประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมาก ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือคลองเขย่า หรือท่าเรืออื่น ๆ เอกสารหลักที่ใช้คือ Bill of Lading (B/L) ซึ่งมีทั้ง Original B/L (ต้นฉบับ) และ Telex Release หรือ Express Release (การปล่อยสินค้าโดยไม่ต้องใช้ต้นฉบับ)

สำหรับตู้คอนเทนเนอร์เต็มตู้ (FCL – Full Container Load) จะต้องมี Container Seal Number ติดไว้ที่ประตูตู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะตรวจสอบว่าซีลยังอยู่ครบและไม่ถูกดัดแปลง หากซีลชำรุดหรือไม่ตรงกับที่ระบุใน B/L อาจต้องเปิดตรวจสินค้าทั้งตู้ ส่งผลให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

สำหรับการนำเข้าทางเรือ เอกสารเพิ่มเติมที่อาจต้องใช้ได้แก่:

  • Cargo Manifest — รายการสินค้าทั้งหมดในลำเรือ
  • Delivery Order (D/O) — ใบสั่งรับสินค้าจากตู้คอนเทนเนอร์
  • ใบตรวจสุขภาพพืช/สัตว์ (กรณีสินค้าเกษตร)

ช่องทางทางบก (Land Freight)

การนำเข้าทางบกผ่านด่านพรมแดน เช่น ด่านบ้านคลองลึก (ลาว) ด่านสะเดา (มาเลเซีย) ด่านแม่สอด (พม่า) จะใช้เอกสารหลักคือ Car Manifest (ศบ.1) ซึ่งเป็นใบแจ้งรายการขนส่งสินค้าข้ามแดนทางรถยนต์ เอกสารนี้ออกโดยสายขนส่งหรือตัวแทนขนส่ง

เอกสารเฉพาะทางบกที่ต้องเตรียม:

  • Car Manifest (ศบ.1) — ใบแจ้งรายการขนส่งสินค้าทางบก
  • CMR Consignment Note — สำหรับขนส่งระหว่างประเทศทางถนน
  • ใบขนส่งภายในประเทศ — สำหรับการขนย้ายจากด่านไปคลังสินค้า

ช่องทางทางอากาศ (Air Freight)

การนำเข้าทางอากาศผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง หรือท่าอากาศยานอื่น จะใช้ Air Waybill (AWB) เป็นเอกสารขนส่งหลัก ความพิเศษของการนำเข้าทางอากาศคือขั้นตอนรวดเร็วกว่าทางเรือมาก แต่ค่าขนส่งสูงกว่า เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการเร่งด่วนหรือมูลค่าสูง

เอกสารเฉพาะทางอากาศ:

  • Air Waybill (AWB) — ใบขนส่งสินค้าทางอากาศ
  • TMO (Transit Manifest Office) — สำหรับสินค้าผ่านแดน/ถ่ายลำ
  • ใบอนุญาตนำเข้าเฉพาะ (ถ้าเป็นสินค้าควบคุม)

เช็คลิสต์เอกสารนำเข้าสินค้า

เพื่อให้ง่ายต่อการเตรียมเอกสาร นี่คือเช็คลิสต์ที่รวมทุกเอกสารที่ต้องเตรียมก่อนนำเข้าสินค้า:

เอกสารหลัก (ต้องมีทุกครั้ง)

# เอกสาร ออกโดย หมายเหตุ
1 แบบ กศก.99/1 (ใบขนสินค้าขาเข้า) ผู้นำเข้า/ตัวแทนออกของ ยื่นผ่านระบบ e-Customs
2 Commercial Invoice ผู้ขาย/ผู้ส่งออก ระบุราคาจริงทุกรายการ
3 Packing List ผู้ขาย/ผู้ส่งออก รายละเอียดหีบห่อแต่ละชิ้น
4 Bill of Lading / AWB / Car Manifest สายขนส่ง ขึ้นกับช่องทางนำเข้า
5 ใบทะเบียนผู้นำเข้า กรมศุลกากร ลงทะเบียนครั้งเดียว

เอกสารเพิ่มเติม (กรณีจำเป็น)

# เอกสาร ใช้เมื่อไหร่
6 ใบอนุญาตนำเข้า สินค้าควบคุม (อย. กฟผ. วชก.)
7 Certificate of Origin (C/O) ขอสิทธิ FTA ลดภาษี
8 ใบรับรองฮาลาล / FDA สินค้าอาหาร เครื่องสำอาง
9 ใบตรวจสอบพิกัด (Ruling) สินค้าที่จำแนก HS Code ยาก
10 ใบประกันภัยสินค้า สินค้ามูลค่าสูง (ขอแนะนำ)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารศุลกากร

จากประสบการณ์ในวงการนำเข้า-ส่งออก มีข้อผิดพลาดที่พบบ่อยซ้ำๆ ซึ่งสามารถป้องกันได้หากเตรียมตัวให้ดี:

1. เอกสารไม่ครบถ้วน

เป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่ทำให้สินค้าติดค้างที่ด่านศุลกากร ผู้นำเข้ามือใหม่มักลืมเอกสารบางฉบับ เช่น Packing List หรือ C/O วิธีแก้คือใช้เช็คลิสต์ด้านบนตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง

2. ข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างเอกสาร

ชื่อสินค้า จำนวน น้ำหนัก หรือราคาใน Invoice ไม่ตรงกับ Packing List หรือ B/L จะทำให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตั้งคำถามและอาจตรวจสอบเพิ่มเติม ต้องตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลทุกเอกสารก่อนยื่น

3. HS Code ผิดพลาด

การจำแนก HS Code ผิดส่งผลให้เสียอากรไม่ถูกต้อง อาจถูกปรับเพิ่มหรือเสียภาษีย้อนหลัง แนะนำให้ตรวจสอบจากระบบ Tariff Online ของกรมศุลกากร หรือขอวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า (Advance Ruling)

4. Invoice ราคาต่ำเกินจริง

การระบุราคาสินค้าใน Invoice ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เป็นความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติศุลกากร หากถูกตรวจพบจะถูกปรับและอาจถูกดำเนินคดี

สรุป — เตรียมเอกสารให้พร้อม นำเข้าสินค้าราบรื่น

การเตรียมเอกสารศุลกากรให้ครบถ้วนและถูกต้องตั้งแต่ต้น คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้การนำเข้าสินค้าผ่านได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด สรุปสิ่งที่ต้องจำ:

  • เอกสารหลัก 5 ฉบับ — กศก.99/1, Invoice, Packing List, B/L/AWB/Car Manifest, ใบทะเบียนผู้นำเข้า
  • HS Code ต้องถูกต้อง — ใช้ระบบ Tariff Online ตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง
  • สินค้าควบคุมต้องมีใบอนุญาต — ตรวจสอบก่อนสั่งซื้อว่าสินค้าต้องขออนุญาตหรือไม่
  • ข้อมูลทุกเอกสารต้องสอดคล้องกัน — ชื่อ จำนวน น้ำหนัก ราคา ต้องตรงทุกฉบับ
  • ยื่นผ่าน e-Customs — ปัจจุบันยื่นออนไลน์ได้ทั้งหมดผ่านระบบ TCS

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจัดการข้อมูลสินค้าและติดตามพิธีการศุลกากรอย่างมีประสิทธิภาพ NextShip เป็นระบบซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่อ API สินค้าจากจีน ช่วยจัดระเบียบข้อมูลสินค้าและเอกสารให้เป็นระบบ ลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดทางเอกสารได้อย่างดี

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธีการศุลกากร อ่านต่อได้ที่ พิธีการศุลกากร คืออะไร บทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง: พิธีการนำเข้าทางเรือ พิธีการนำเข้าทางบก พิธีการนำเข้าทางอากาศ

error:
Scroll to Top