เลือกอ่านจาก [ สารบัญ ]
- บทนำ: ทำไมการส่งออกสินค้าทางเรือจึงสำคัญต่อผู้ประกอบการไทย
- เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการส่งออกทางเรือ
- 7 ขั้นตอนพิธีการส่งออกทางเรือ ครบทุกกระบวนการ
- ขั้นตอนที่ 1: จองพื้นที่บนเรือ (Booking)
- ขั้นตอนที่ 2: ขนส่งสินค้าเข้าท่าเรือและบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ (Stuffing)
- ขั้นตอนที่ 3: ยื่นใบขนสินค้าขาออก กศก.101/1
- ขั้นตอนที่ 4: ชำระภาษีอากร (ถ้ามี)
- ขั้นตอนที่ 5: ตรวจปล่อยสินค้า (Green/Red/Yellow Line)
- ขั้นตอนที่ 6: ขนย้ายสินค้าขึ้นเรือ
- ขั้นตอนที่ 7: ออก Bill of Lading (B/L) และเอกสารรับชำระ
- สินค้าควบคุมและสินค้าต้องห้ามส่งออก
- สิทธิประโยชน์ BOI สำหรับธุรกิจส่งออก
- e-Customs ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับส่งออกทางเรือ
- เคล็ดลับเร่งตรวจปล่อยสินค้าที่ท่าเรือ
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- บทสรุป
บทนำ: ทำไมการส่งออกสินค้าทางเรือจึงสำคัญต่อผู้ประกอบการไทย
ในปี 2026 การส่งออกสินค้าทางเรือยังคงเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ปริมาตรใหญ่ หรือต้องการต้นทุนขนส่งต่อหน่วยที่ต่ำที่สุด สินค้าเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานว่าการส่งออกทางเรือคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทยในทุกปี ด้วยเหตุนี้ การเข้าใจ พิธีการส่งออกทางเรือ อย่างถ่องแท้จึงเป็นความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการทุกราย ไม่ว่าจะเป็น SME ที่เพิ่งเริ่มต้นส่งออก หรือโรงงานใหญ่ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการ
บทความนี้จะพาคุณเดินทางผ่านทุกขั้นตอนของ พิธีการศุลกากร สำหรับการส่งออกทางเรือ ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการขนส่งสินค้าขึ้นเรือ พร้อมเทคนิคที่จะช่วยให้กระบวนการราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการส่งออกทางเรือ
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องคือหัวใจสำคัญของ พิธีการส่งออก ที่ราบรื่น เอกสารที่ขาดหายหรือผิดพลาดอาจทำให้สินค้าติดอยู่ที่ด่านศุลกากร เกิดค่าใช้จ่ายเก็บกัก (Demurrage/Detention) และสูญเสียโอกาสทางการค้าได้
รายการเอกสารหลักที่ต้องมี
1. ใบขนสินค้าขาออก กศก.101/1 (Export Entry)
นี่คือเอกสารหลักที่สุดใน พิธีการส่งออกทางเรือ ใบ กศก.101/1 คือแบบฟอร์มการแจ้งรายละเอียดสินค้าส่งออกต่อกรมศุลกากร โดยจะต้องระบุข้อมูลสำคัญ ได้แก่ รายละเอียดผู้ส่งออก-ผู้รับ รหัสพิกัดศุลกากร (HS Code) ประเภทและจำนวนสินค้า มูลค่า FOB ประเทศปลายทาง และข้อมูลยานพาหนะขนส่ง ในยุคปัจจุบัน การยื่นใบขนสินค้าขาออกสามารถทำได้ผ่านระบบ e-Customs โดยไม่จำเป็นต้องเดินเอกสารไปยื่นที่สำนักงานศุลกากรอีกต่อไป
2. Invoice และ Packing List (บัญชีราคาและรายการบรรจุหีบห่อ)
Invoice หรือบัญชีราคา เป็นเอกสารแสดงมูลค่าสินค้าที่ส่งออก ต้องระบุราคาต่อหน่วย จำนวน น้ำหนัก และมูลค่ารวมอย่างชัดเจน Packing List หรือใบแพ็กกิ้งลิสต์ จะแสดงรายละเอียดของหีบห่อ เช่น จำนวนชิ้นในแต่ละกล่อง น้ำหนักรวม (Gross Weight) และน้ำหนักสุทธิ (Net Weight) ขนาดของหีบห่อ และวิธีการบรรจุ ศุลกากรจะใช้เอกสารทั้งสองฉบับนี้ในการตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าและการประเมินมูลค่า
3. Bill of Lading (B/L) หรือ Sea Waybill
Bill of Lading หรือ B/L เป็นเอกสารสำคัญที่สุดในการขนส่งทางเรือ B/L ทำหน้าที่สามประการ ได้แก่ เป็นหลักฐานการรับสินค้าของผู้ขนส่ง (Carrier) เป็นสัญญาขนส่งสินค้า และเป็นเอกสารสิทธิ์ในการรับสินค้า (Document of Title) ผู้ส่งออกจะต้องส่ง B/L ต้นฉบับ (Original B/L) ให้กับผู้รับหรือธนาคาร (ในกรณี Letter of Credit) เพื่อใช้ในการรับสินค้าปลายทาง ในกรณีที่ใช้ Sea Waybill ซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่ใช่ Document of Title ผู้รับสินค้าสามารถรับสินค้าได้โดยเพียงแค่ยืนยันตัวตน
4. Certificate of Origin (C/O) ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
C/O เป็นเอกสารที่รับรองว่าสินค้าที่ส่งออกมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งจำเป็นสำหรับการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ต่างๆ เช่น ACFTA, AJCEP, ATIGA, หรือ AANZFTA องค์กรที่มีอำนาจออก C/O ในประเทศไทย ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
5. ใบอนุญาตส่งออก (Export License)
สำหรับ สินค้าควบคุมการส่งออก บางประเภทจำเป็นต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น สินค้าเกษตรบางชนิดต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าต่างประเทศ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์หรือหน่วยงานความมั่นคง สินค้าที่เป็นสารตั้งต้นยาเสพติดต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารที่ต้องเตรียม คุณสามารถอ่านได้ที่บทความ เอกสารที่ต้องเตรียม ซึ่งครอบคลุมรายการเอกสารทั้งหมดที่ใช้ในพิธีการศุลกากร
7 ขั้นตอนพิธีการส่งออกทางเรือ ครบทุกกระบวนการ
ขั้นตอนที่ 1: จองพื้นที่บนเรือ (Booking)
ก่อนที่สินค้าจะถูกขนส่งขึ้นเรือได้ ผู้ส่งออกหรือตัวแทนขนส่ง (Freight Forwarder) จะต้องติดต่อสายเรือ (Shipping Line) เพื่อจองพื้นที่บรรทุกสินค้า (Space Booking) ก่อน ขั้นตอนนี้ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 7-14 วันทำการ ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและเส้นทางการเดินเรือ
ในการจองพื้นที่ คุณจะต้องแจ้งข้อมูลต่อไปนี้แก่สายเรือ ได้แก่ ประเภทและจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่ต้องการ (TEU/FEU) ชนิดตู้ (Dry Container, Reefer Container, Open Top, Flat Rack ฯลฯ) น้ำหนักรวมของสินค้า ปริมาตร (CBM) วันที่ต้องการขนส่ง ท่าเรือต้นทางและปลายทาง และชื่อผู้ส่งออก-ผู้รับสินค้า
สายเรือจะออก Booking Confirmation หรือ Shipping Order (S/O) ให้เป็นหลักฐานว่าพื้นที่บนเรือได้รับการจองเรียบร้อยแล้ว เอกสารนี้จะมีข้อมูลสำคัญ เช่น Booking Number, Cut-off Time (เวลาปิดรับสินค้า), และท่าเทียบเรือที่ต้องนำสินค้าไปส่งมอบ
เคล็ดลับ: ควรจองพื้นที่ล่วงหน้าก่อนวันตัดรับสินค้า (Cut-off Date) อย่างน้อย 3-5 วันทำการ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาตู้เต็มหรือเรือเต็ม โดยเฉพาะในช่วง High Season หรือช่วงวันหยุดยาว
ขั้นตอนที่ 2: ขนส่งสินค้าเข้าท่าเรือและบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ (Stuffing)
เมื่อได้รับ Shipping Order แล้ว ผู้ส่งออกจะต้องจัดเตรียมสินค้าให้พร้อมสำหรับการขนส่งไปยังท่าเรือ (Port Terminal) กระบวนการบรรทุกสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เรียกว่า “Stuffing” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้สองรูปแบบ
รูปแบบแรก: Stuffing ที่ท่าเรือ (Terminal Stuffing) ผู้ส่งออกจะขนส่งสินค้าแบบ Loose Cargo (สินค้าที่ไม่ได้บรรทุกในตู้) ไปยังท่าเรือ แล้วให้ท่าเรือเป็นผู้จัดการบรรทุกสินค้าเข้าตู้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ส่งออกรายเล็กที่มีปริมาณสินค้าน้อยกว่าเต็มตู้ (LCL Cargo)
รูปแบบที่สอง: Stuffing ที่โรงงานหรือคลังสินค้าผู้ส่งออก (Factory Stuffing หรือ CY Stuffing) ผู้ส่งออกจะบรรทุกสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่โรงงานหรือคลังสินค้าของตนเอง แล้วนำตู้ที่บรรทุกสินค้าแล้ว (Loaded Container) ไปส่งมอบที่ท่าเรือ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ส่งออกควบคุมกระบวนการบรรทุกสินค้าได้โดยตรง และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการบรรจุได้อย่างละเอียด
ผู้ส่งออกจะต้องนำตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งมอบที่ท่าเรือภายในเวลาที่กำหนด (Gate-in Deadline) และต้องนำเอกสารต่อไปนี้ไปด้วย ได้แก่ Delivery Order จากสายเรือ, Export Invoice, Packing List, ใบ กศก.101/1 ที่ยื่นแล้ว, และใบอนุญาตส่งออก (ถ้ามี)
ขั้นตอนที่ 3: ยื่นใบขนสินค้าขาออก กศก.101/1
นี่คือขั้นตอนหลักที่เป็นหัวใจของ พิธีการส่งออกทางเรือ ผู้ส่งออกหรือตัวแทนผู้ส่งออก (Export Declarant) จะต้องยื่นใบขนสินค้าขาออกแบบ กศก.101/1 ต่อพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากรที่สินค้าจะถูกส่งออก
การยื่นใบขนสินค้าขาออก กศก.101/1 ผ่านระบบ e-Customs
ในปัจจุบัน กรมศุลกากรได้พัฒนาระบบ e-Customs เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นเอกสารและติดตามสถานะพิธีการศุลกากร ผู้ส่งออกสามารถยื่นใบ กศก.101/1 ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านเว็บไซต์ e-customs กรมศุลกากร โดยขั้นตอนมีดังนี้
ขั้นแรก ลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบ e-Customs ด้วย Username และ Password ที่ได้รับจากกรมศุลกากร หากยังไม่มีบัญชีผู้ใช้ สามารถยื่นขอได้ที่สำนักงานศุลกากรที่รับผิดชอบพื้นที่ ต่อมาคือการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม กศก.101/1 อิเล็กทรอนิกส์ โดยต้องระบุข้อมูลให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่กำหนด จากนั้นแนบไฟล์เอกสารประกอบ เช่น Invoice, Packing List และส่งข้อมูลเข้าระบบ
เมื่อระบบได้รับข้อมูลแล้ว ระบบจะตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น (Automatic Processing) หากผ่านการตรวจสอบ ระบบจะออก Receipt Number และแจ้งผลการตรวจปล่อย (ในกรณี Green Line) ให้ทราบทันที หากเป็น Yellow Line หรือ Red Line ระบบจะแจ้งให้นำสินค้าไปผ่านการตรวจสอบตาม ช่องทางตรวจปล่อย Green/Red/Yellow Line ที่กำหนด
รายละเอียดข้อมูลที่ต้องกรอกในแบบ กศก.101/1
ข้อมูลที่จำเป็นต้องระบุในใบขนสินค้าขาออกมีหลายหมวด หมวดข้อมูลผู้ส่งออก (Exporter) ต้องระบุชื่อ-นามสกุล/ชื่อนิติบุคคล, ที่อยู่, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax ID) และเลขทะเบียนผู้ประกอบการภาษี (เลขที่ กค.) หมวดข้อมูลผู้รับ (Consignee) ต้องระบุชื่อ-ที่อยู่ปลายทาง, ประเทศปลายทาง, และเลขทะเบียนผู้ประกอบการของประเทศผู้รับ (ถ้ามี) หมวดข้อมูลสินค้า ต้องระบุรายละเอียดประเภทสินค้า, จำนวนหีบห่อ, น้ำหนัก, พิกัดศุลกากร (HS Code), มูลค่า FOB และสกุลเงิน หมวดข้อมูลการขนส่ง ต้องระบุชื่อเรือ/เที่ยวเรือ, ท่าเรือขนส่ง-ท่าเรือปลายทาง, Booking Number, และหมายเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนที่ 4: ชำระภาษีอากร (ถ้ามี)
ในการส่งออกสินค้าจากประเทศไทย โดยทั่วไปสินค้าส่งออกจะได้รับยกเว้นอากรขาน (Export Duty) อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีที่ผู้ส่งออกอาจต้องชำระภาษีอากรบางประเภท เช่น กรณีสินค้าส่งออกที่อยู่ในพิกัดที่มีการเรียกเก็บอากรขาน เช่น ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรบางรายการ หรือกรณีที่ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมตามกฎหมายระงับยาเสพติด
สำหรับการชำระภาษีอากรในยุคดิจิทัล ผู้ส่งออกสามารถใช้ ช่องทางชำระภาษี ผ่านระบบ e-Payment ของกรมศุลกากรได้ โดยสามารถชำระผ่านอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง (Internet Banking) ของธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมมือกับกรมศุลกากร หรือชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิตผ่านระบบออนไลน์ ทั้งนี้ การชำระภาษีจะต้องเสร็จสิ้นก่อนที่พิธีการจะแล้วเสร็จและสินค้าจะถูกปล่อย
ในกรณีที่สินค้าได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 21 แห่งพระราชกำหนดพิกัดศุลกากร หรือได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายอื่น ผู้ส่งออกจะต้องแนบเอกสารรับรองสิทธิประโยชน์ประกอบการยื่นใบขนสินค้าขาออกด้วย
ขั้นตอนที่ 5: ตรวจปล่อยสินค้า (Green/Red/Yellow Line)
หลังจากยื่นใบขนสินค้าขาออก กศก.101/1 แล้ว ระบบศุลกากรจะทำการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) โดยอัตโนมัติ แล้วกำหนดช่องทางตรวจปล่อยสำหรับสินค้าของคุณ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่องทางหลัก
Green Line (ช่องทางเขียว) — สินค้าได้รับการตรวจปล่อยทันทีโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเพิ่มเติม ผู้ส่งออกสามารถนำสินค้าเข้าไปบรรทุกบนเรือได้เลยหลังได้รับการอนุมัติ สำหรับผู้ส่งออกที่มีประวัติดีและสินค้าไม่ใช่สินค้าควบคุม มักจะได้รับการกำหนด Green Line เป็นส่วนใหญ่
Yellow Line (ช่องทางเหลือง) — สินค้าต้องผ่านการตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติม พนักงานศุลกากรจะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารประกอบการยื่น โดยอาจต้องการเอกสารเพิ่มเติม เช่น ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ใบอนุญาตส่งออก หรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง สินค้าจะได้รับการตรวจปล่อยในทันที
Red Line (ช่องทางแดง) — สินค้าต้องผ่านการตรวจสอบทั้งเอกสารและตัวสินค้าจริง พนักงานศุลกากรจะทำการเปิดตู้คอนเทนเนอร์และตรวจสอบสินค้าภายใน หรืออาจใช้เครื่อง X-Ray ในการตรวจคัดกรอง กรณีนี้มักเกิดขึ้นกับสินค้าควบคุม สินค้าที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประวัติดี
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องทางตรวจปล่อยได้ที่บทความ ช่องทางตรวจปล่อย Green/Red/Yellow Line
ขั้นตอนที่ 6: ขนย้ายสินค้าขึ้นเรือ
เมื่อได้รับการตรวจปล่อยแล้ว (Release) สินค้าจะถูกนำไปวางบริเวณ yard ของท่าเรือเพื่อรอขนขึ้นเรือ (Loading) โดยปกติแล้ว กระบวนการขนย้ายสินค้าขึ้นเรือจะดำเนินการโดยสายเรือหรือตัวแทนขนส่ง ผู้ส่งออกไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ควรติดตามความคืบหน้าเพื่อมั่นใจว่าสินค้าถูกขนขึ้นเรือตามกำหนด
ขั้นตอนนี้รวมถึงการตรวจนับตู้คอนเทนเนอร์ (Container Count) การจัดวางตู้บนเรือ (Stowage Plan) และการยึดตู้เข้าที่ (Lashing) โดยพนักงานของท่าเรือ หลังขนขึ้นเรือเรียบร้อยแล้ว สายเรือจะออกเอกสารที่เรียกว่า “Mate’s Receipt” เป็นหลักฐานการรับสินค้าบนเรือ
ขั้นตอนที่ 7: ออก Bill of Lading (B/L) และเอกสารรับชำระ
ขั้นตอนสุดท้ายคือการออก Bill of Lading (B/L) หรือเอกสารสำคัญที่รับรองว่าสินค้าถูกขนส่งขึ้นเรือเรียบร้อยแล้ว B/L จะออกโดยสายเรือ และมีข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ส่งออกและผู้รับ รายละเอียดสินค้า ท่าเรือต้นทางและปลายทาง และเงื่อนไขการขนส่ง (FOB, CIF, CFR ฯลฯ)
หลังจากได้รับ B/L แล้ว ผู้ส่งออกจะต้องจัดส่งเอกสารชุดสำคัญให้กับผู้รับหรือธนาคาร (ในกรณี L/C) ซึ่งรวมถึง B/L ต้นฉบับ (Original B/L), Invoice, Packing List, C/O และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับรายละเอียดของคำศัพท์ที่ใช้ในบทความนี้ สามารถอ่านได้ที่ คำศัพท์ศุลกากร
สินค้าควบคุมและสินค้าต้องห้ามส่งออก
ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าจำเป็นต้องทราบว่าสินค้าบางประเภทอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ หรือถูกห้ามส่งออกโดยสิ้นเชิง การส่งออกสินค้าเหล่านี้โดยไม่ได้รับอนุญาตอาจเป็นความผิดทางอาญาและมีโทษปรับหรือจำคุก
สินค้าควบคุมการส่งออก
1. สินค้าเกษตร — ข้าว กุ้ง สัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์เกษตรบางชนิด อาจต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมการค้าต่างประเทศ หรือต้องเป็นไปตามโควตาส่งออกที่กำหนด
2. สินค้าอุตสาหกรรมควบคุม — เหล็กกล้า ซีเมนต์ ยางพารา และวัตถุดิบบางชนิด อาจอยู่ภายใต้การควบคุมการส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ
3. สินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง — อาวุธ กระสุน วัตถุระเบิด อุปกรณ์ทางทหาร และเทคโนโลยีความมั่นคง (Dual-Use Technology) ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนยค.)
4. สารเคมีและยาเสพติด — สารเคมีที่ใช้เป็นตัวตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด (Precursor Chemicals) ต้องได้รับอนุญาตจาก ป.ป.ส.
สินค้าต้องห้ามส่งออก
สินค้าที่ห้ามส่งออกโดยเด็ดขาด ได้แก่ ยาเสพติดทุกชนิด สัตว์ป่าและพืชที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า โบราณวัตถุ และสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (Counterfeit Goods)
สิทธิประโยชน์ BOI สำหรับธุรกิจส่งออก
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มอบสิทธิประโยชน์หลายประการสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งส่งผลต่อ พิธีการศุลกากร ในการนำเข้า-ส่งออกโดยตรง
1. ยกเว้นหรือลดอัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบ — บริษัท BOI สามารถนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ และวัสดุที่จำเป็นสำหรับการผลิตได้โดยได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ
2. ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร — สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม BOI มักมอบสิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการผลิต
3. ขั้นตอนพิธีการศุลกากรแบบพิเศษ — บริษัท BOI สามารถใช้บริการ One Stop Service ของศุลกากร ซึ่งช่วยเร่งกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า รวมถึงได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร
สำหรับบริษัท BOI ที่ต้องการส่งออก ควรแจ้งข้อมูล BOI ในใบขนสินค้าขาออก (กศก.101/1) ทุกครั้ง เพื่อให้ศุลกากรสามารถนำสิทธิประโยชน์ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง
e-Customs ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับส่งออกทางเรือ
กรมศุลกากรได้พัฒนาระบบ e-Customs อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การดำเนินพิธีการศุลกากรมีความรวดเร็ว โปร่งใส และสะดวกยิ่งขึ้น ในปี 2026 ระบบ e-Customs ครอบคลุมกระบวนการส่งออกได้แทบทุกขั้นตอน
ระบบ e-Export — เป็นระบบยื่นใบขนสินค้าขาออก กศก.101/1 แบบออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมศุลกากร ผู้ส่งออกสามารถกรอกข้อมูล แนบเอกสาร และส่งข้อมูลเข้าระบบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักงานศุลกากร
ระบบ e-Payment — ระบบชำระภาษีอากรออนไลน์ผ่าน Internet Banking ช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถชำระภาษีได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยสามารถตรวจสอบสถานะการชำระได้ในเวลาจริง
ระบบ e-Guarantee — ระบบวางค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการวางค้ำประกันเพื่อรับผิดชอบภาษีอากร โดยสามารถทำผ่านธนาคารที่ร่วมมือกับกรมศุลกากรได้โดยตรง
ข้อดีของ e-Customs สำหรับผู้ส่งออก — ลดเวลาในการดำเนินพิธีการ ลดขั้นตอนการเดินทาง ลดความเสี่ยงของข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ (เนื่องจากระบบมีการตรวจสอบข้อมูลอัตโนมัติ) และสามารถติดตามสถานะพิธีการได้ในเวลาจริง
สำหรับธุรกิจที่ใช้ระบบซอฟต์แวร์จัดการข้อมูลสินค้าและพิธีการศุลกากร เช่น NextShip ระบบจะช่วยเชื่อมต่อ API กับ e-Customs โดยอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาและข้อผิดพลาดในการเตรียมเอกสารได้อย่างมาก
เคล็ดลับเร่งตรวจปล่อยสินค้าที่ท่าเรือ
5 เทคนิคลดเวลาตรวจปล่อย
1. เตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้อง — นี่คือเคล็ดลับที่สำคัญที่สุด เอกสารที่ครบถ้วนและไม่มีข้อผิดพลาดจะช่วยให้ระบบกำหนด Green Line ได้ง่ายขึ้น ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า HS Code ถูกต้อง มูลค่า FOB ตรงกับ Invoice และข้อมูลผู้ส่งออก-ผู้รับถูกต้อง
2. ยื่นใบขนสินค้าล่วงหน้า — สามารถยื่นใบ กศก.101/1 ได้ล่วงหน้าก่อนวันขนส่งสินค้าถึง 7 วัน การยื่นล่วงหน้าจะทำให้ศุลกากรมีเวลาพอในการตรวจสอบ และหากมีข้อผิดพลาดจะได้มีเวลาแก้ไขได้ทัน
3. สร้างประวัติการนำเข้า-ส่งออกที่ดี — ผู้ประกอบการที่มีประวัติการยื่นถูกต้องสม่ำเสมอ จะได้รับความเชื่อมั่นจากระบบ Risk Assessment ของศุลกากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสได้รับ Green Line ในทุกครั้ง
4. หลีกเลี่ยงสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง — หากเป็นไปได้ ควรแยกสินค้าที่ต้องใช้ใบอนุญาตพิเศษออกจากสินค้าทั่วไป เพื่อลดโอกาสที่สินค้าทั้งหมดจะถูกกำหนด Red Line
5. ใช้บริการตัวแทนผู้ส่งออกที่เชี่ยวชาญ — ตัวแทนผู้ส่งออก (Export Broker) ที่มีประสบการณ์จะช่วยดูแลเอกสารและกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- กรอก HS Code ผิด — เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด อาจทำให้ต้องชำระภาษีสูงกว่าปกติ หรือสินค้าถูกตรวจสอบเพิ่มเติม
- มูลค่า FOB ไม่ตรงกับ Invoice — ความไม่ตรงกันของมูลค่าจะทำให้ระบบตรวจสอบพบความผิดปกติ และสินค้าอาจถูกกำหนด Red Line
- ลืมแนบเอกสารประกอบ — เช่น C/O หรือใบอนุญาตส่งออก ทำให้ต้องยื่นเพิ่มเติมและล่าช้า
- ส่งสินค้าไม่ทัน Cut-off Time — ทำให้สินค้าไม่สามารถขึ้นเรือในเที่ยวที่ต้องการ ต้องรอเที่ยวถัดไป
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ส่งออกทางเรือต้องใช้เวลานานเท่าไหร่?
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับจุดหมายปลายทาง สำหรับเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ยุโรปประมาณ 25-35 วัน และอเมริกาเหนือประมาณ 14-21 วัน
ส่งออกสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปสินค้าส่งออกได้รับยกเว้นอากรขาน แต่อาจต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกำไรจากการส่งออก สำหรับสินค้าบางประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรบางรายการ อาจมีอากรขาน
BOI ส่งออกได้รับยกเว้นภาษีจริงหรือ?
ใช่ บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI สามารถได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดอัตราภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ รวมถึงได้รับการดูแลพิธีการศุลกากรแบบพิเศษ
สินค้าประเภทไหนต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออก?
สินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต ได้แก่ สินค้าเกษตรควบคุม สินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท อาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร สารเคมีควบคุม และสัตว์ป่าที่ได้รับความคุ้มครอง
ตรวจปล่อยสินค้านานแค่ไหน?
สำหรับ Green Line ตรวจปล่อยทันทีหลังยื่นเอกสาร (ประมาณ 30 นาที – 2 ชั่วโมง) Yellow Line ประมาณ 1-2 วันทำการ และ Red Line อาจใช้เวลา 3-7 วันทำการ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสินค้า
บทสรุป
การส่งออกสินค้าทางเรือเป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน แต่หากเตรียมตัวอย่างดีและเข้าใจ พิธีการศุลกากร อย่างถ่องแท้ ก็สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ขั้นตอนสำคัญคือการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ยื่นใบ กศก.101/1 ผ่านระบบ e-Customs อย่างถูกต้อง และปฏิบัติตามข้อกำหนดของศุลกากรอย่างเคร่งครัด
การใช้ระบบซอฟต์แวร์จัดการข้อมูลสินค้าและพิธีการศุลกากร เช่น NextShip จะช่วยเชื่อมต่อข้อมูลสินค้ากับระบบ e-Customs ได้อย่างอัตโนมัติ ลดเวลาในการเตรียมเอกสาร และลดข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ ทำให้การส่งออกสินค้าทางเรือมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พิธีการศุลกากร คืออะไร และ พิธีการนำเข้าทางเรือ สามารถอ่านได้จากบทความที่เกี่ยวข้องในคู่มือพิธีการศุลกากรของเรา






