การส่งออกสินค้าทางอากาศเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการค้าต่างประเทศนิยมใช้เมื่อต้องการความรวดเร็วในการขนส่ง ซึ่งมีความแตกต่างจากการขนส่งทางเรือหรือทางบกอย่างชัดเจน การดำเนินพิธีการศุลกากรส่งออกทางอากาศมีรายละเอียดและข้อกำหนดเฉพาะที่ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเข้าใจและปฏิบัติตาม เพื่อให้สินค้าเดินทางถึงปลายทางได้ตรงเวลาและไม่เกิดปัญหาที่ศุลกากร
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจพิธีการส่งออกทางอากาศอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ความหมาย ขั้นตอน เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเคล็ดลับที่จะช่วยให้การจัดส่งสินค้าของคุณราบรื่นและทันเที่ยวบิน
เลือกอ่านจาก [ สารบัญ ]
พิธีการส่งออกทางอากาศคืออะไร
พิธีการส่งออกทางอากาศ คือ กระบวนการทางศุลกากรและโลจิสติกส์ที่ผู้ส่งออกต้องดำเนินการเพื่อนำสินค้าออกจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศผ่านทางอากาศยาน โดยต้องผ่านการยื่นเอกสารและตรวจสอบของกรมศุลกากรก่อนที่สินค้าจะถูกขนย้ายขึ้นเครื่องบิน กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การจองคิวกับสายการบิน การจัดเตรียมเอกสารประกอบ ไปจนถึงการปล่อยสินค้าและส่งมอบให้สายการบิน
ทำไมต้องส่งออกทางอากาศ
การขนส่งสินค้าทางอากาศมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสินค้าบางประเภทที่ต้องการความรวดเร็ว สินค้าสด อะไหล่ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง และเอกสารสำคัญ ล้วนเป็นตัวอย่างของสินค้าที่ต้องการการขนส่งทางอากาศ เนื่องจากสามารถส่งมอบได้ภายใน 1-3 วันทำการ เทียบกับการขนส่งทางเรือที่อาจใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ สำหรับธุรกิจที่ต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้าต่างประเทศอย่างรวดเร็ว การส่งออกทางอากาศจึงเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ การขนส่งทางอากาศยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียหายของสินค้าระหว่างขนส่ง เนื่องจากสินค้าจะถูกจัดการน้อยครั้งกว่าการขนส่งทางเรือหรือทางบก ระยะเวลาการขนส่งที่สั้นกว่ายังหมายความว่าสินค้ามีโอกาสเสียหายน้อยกว่าจากปัจจัยภายนอก เช่น ความชื้นหรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง
ข้อดีของการขนส่งทางอากาศ
การขนส่งสินค้าทางอากาศมีข้อดีหลายประการที่ทำให้เป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ประกอบการค้าต่างประเทศ ประการแรกคือความรวดเร็ว สินค้าสามารถเดินทางไปถึงปลายทางได้ภายในเวลาอันสั้น ทำให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็ว ประการที่สองคือความปลอดภัยของสินค้า เพราะสินค้าถูกจัดการด้วยความระมัดระวังและอยู่ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม ประการที่สามคือความน่าเชื่อถือของตารางเที่ยวบิน สายการบินมีตารางเวลาที่แน่นอนและสามารถติดตามได้ตลอดเวลา
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับส่งออกทางอากาศ
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำเนินพิธีการส่งออกทางอากาศให้ราบรื่น เอกสารที่ขาดหายไปหรือผิดพลาดอาจทำให้สินค้าถูกกักไว้ที่ศุลกากรและไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ทันเที่ยวบิน ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเตรียมเอกสารหลายชุดอย่างพิถีพิถัน
Invoice และ Packing List
Invoice หรือใบแจ้งราคาสินค้า เป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดของสินค้าที่ส่งออก ประกอบด้วยชื่อผู้ส่งออก ชื่อผู้รับ รายละเอียดสินค้า จำนวน ราคา และเงื่อนไขการชำระเงิน Invoice ต้องระบุราคาที่แท้จริงของสินค้าเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีและสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร ส่วน Packing List หรือใบรายการหีบห่อ เป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดของการบรรจุหีบห่อ เช่น จำนวนหีบห่อ น้ำหนัก และขนาดของแต่ละหีบ
ทั้ง Invoice และ Packing List ต้องมีความสอดคล้องกัน หากตัวเลขไม่ตรงกันอาจทำให้ศุลกากรสงสัยและตรวจสอบเพิ่มเติม ผู้ส่งออกควรตรวจสอบเอกสารทั้งสองฉบับก่อนยื่นทุกครั้ง นอกจากนี้ ควรเก็บสำเนาของเอกสารเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานสำหรับการตรวจสอบในอนาคต
Air Waybill (AWB)
Air Waybill หรือ AWB เป็นเอกสารขนส่งทางอากาศที่ทำหน้าที่เป็นสัญญาขนส่งระหว่างผู้ส่งสินค้าและสายการบิน มีลักษณะเป็นเอกสารที่ไม่สามารถโอนสิทธิ์ได้ แตกต่างจาก Bill of Lading ทางเรือที่สามารถสั่งจ่ายเป็นชื่อได้ AWB จะถูกออกโดยสายการบินหรือตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ และต้องแนบไปกับสินค้าตลอดการเดินทาง
AWB ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งสินค้า ชื่อและที่อยู่ของผู้รับสินค้า สนามบินต้นทางและสนามบินปลายทาง รายละเอียดสินค้า น้ำหนัก และค่าขนส่ง การกรอกข้อมูลใน AWB ต้องถูกต้องและครบถ้วน เพราะข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในระบบศุลกากรด้วย
Export Declaration
Export Declaration หรือใบสำคัญส่งออก เป็นเอกสารที่ผู้ส่งออกต้องยื่นต่อกรมศุลกากรเพื่อแจ้งการส่งออกสินค้า โดยทั่วไปจะยื่นในรูปแบบของระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน ASYCUDA System หรือระบบ e-Export ของกรมศุลกากร ใบสำคัญส่งออกจะระบุรายละเอียดของสินค้า มูลค่า ประเทศปลายทาง และข้อมูลอื่นที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบของศุลกากร
ผู้ส่งออกสามารถยื่น Export Declaration ได้ล่วงหน้าก่อนวันส่งออกจริง แต่ต้องไม่เกิน 30 วันก่อนวันส่งออก การยื่นล่วงหน้าจะช่วยให้มีเวลาในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนวันจัดส่งจริง
ใบอนุญาตส่งออก (ถ้ามี)
สินค้าบางประเภทจำเป็นต้องมีใบอนุญาตส่งออกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะส่งออกได้ สินค้าที่อยู่ในบัญชีที่ห้ามหรือต้องมีใบอนุญาต ได้แก่ สินค้าเกษตรบางประเภท สัตว์มีชีวิต ยาเสพติดในทางการแพทย์ อาวุธ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ผู้ส่งออกควรตรวจสอบกับกรมการค้าต่างประเทศหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าสินค้าของตนต้องมีใบอนุญาตหรือไม่
การขอใบอนุญาตส่งออกอาจใช้เวลาดำเนินการหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ผู้ส่งออกควรวางแผนและยื่นขอใบอนุญาตล่วงหน้าก่อนวันส่งออกที่ต้องการ เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการจัดส่งสินค้า
ขั้นตอนพิธีการศุลกากรส่งออกทางอากาศ
การดำเนินพิธีการศุลกากรส่งออกทางอากาศประกอบด้วยหลายขั้นตอนที่ต้องทำตามลำดับ การเข้าใจขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถวางแผนและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงของความล่าช้าและปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
การจองคิวและเตรียมสินค้า
ขั้นตอนแรกในการส่งออกทางอากาศคือการติดต่อสายการบินหรือตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศเพื่อจองคิวและยืนยันพื้นที่บรรทุกบนเครื่องบิน การจองคิวควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 วันก่อนวันส่งออกที่ต้องการ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลขนส่งสูง สายการบินจะกำหนดน้ำหนักบรรทุกสูงสุดและปริมาตรสูงสุดที่สามารถรับได้ ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้
การเตรียมสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญ สินค้าต้องบรรจุหีบห่อให้เหมาะสมกับการขนส่งทางอากาศ มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะทนต่อแรงกดดันและการสั่นสะเทือน สินค้าบางประเภทอาจต้องมีการควบคุมอุณหภูมิหรือความชื้นพิเศษ ผู้ส่งออกควรติดฉลากกำกับสินค้าอย่างชัดเจน แสดงชื่อผู้รับ ที่อยู่ปลายทาง และข้อมูลอื่นที่จำเป็น
การยื่นเอกสารที่ศุลกากร
เมื่อเตรียมสินค้าและเอกสารเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการยื่นเอกสารที่ด่านศุลกากร ณ ท่าอากาศยานที่ส่งออก สำหรับประเทศไทย สินค้าส่งออกทางอากาศส่วนใหญ่จะผ่านด่านศุลกากรที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นท่าอากาศยานนานาชาติหลักของประเทศ
ผู้ส่งออกหรือตัวแทนจะต้องยื่นเอกสารประกอบ ได้แก่ Export Declaration, Invoice, Packing List, AWB และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะตรวจสอบเอกสารและข้อมูลในระบบ หากไม่มีปัญหาอะไร ระบบจะอนุมัติการส่งออกโดยอัตโนมัติ สำหรับสินค้าที่ต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่จะเรียกตรวจสอบรายละเอียดหรือตรวจสอบรูปพรรณสินค้าจริง
การตรวจสอบและปล่อยสินค้า
หลังจากยื่นเอกสารแล้ว ศุลกากรจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในระบบ การตรวจสอบอาจเป็นแบบเอกสารเท่านั้น หรืออาจรวมถึงการตรวจสอบสินค้าจริงก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ประเภทสินค้า มูลค่า และผลการคัดกรองของระบบอัตโนมัติ
กรณีที่ระบบคัดกรองอนุญาตให้ผ่านได้โดยไม่ต้องตรวจสอบรายละเอียด ผู้ส่งออกจะได้รับใบรับแจ้งการปล่อยสินค้าภายในเวลาไม่นาน สำหรับกรณีที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม อาจใช้เวลามากขึ้น ผู้ส่งออกควรเตรียมพร้อมสำหรับทุกกรณีและควรติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด
การส่งมอบสินค้าให้สายการบิน
เมื่อได้รับการปล่อยสินค้าจากศุลกากรแล้ว ผู้ส่งออกหรือตัวแทนจะต้องนำสินค้าไปส่งมอบที่คลังสินค้าของสายการบินหรือพื้นที่จัดเก็บสินค้าขาออก (Export Cargo Terminal) ณ ท่าอากาศยาน สายการบินจะทำการตรวจรับสินค้า ชั่งน้ำหนัก และวัดปริมาตรเพื่อยืนยันข้อมูลก่อนที่จะออก AWB ฉบับจริง
ผู้ส่งออกควรไปถึงท่าอากาศยานล่วงหน้าก่อนเวลา Cut-off Time ที่สายการบินกำหนด เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการดำเนินการตรวจรับสินค้าและเอกสารที่เกี่ยวข้อง การไปถึงสายการบินทันเวลาจะช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะไม่ได้รับการบรรทุกบนเที่ยวบินที่ต้องการ
AWB (Air Waybill) คืออะไร
Air Waybill หรือ AWB เป็นเอกสารขนส่งทางอากาศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินพิธีการส่งออกทางอากาศ AWB ทำหน้าที่เป็นหลักฐานของสัญญาขนส่งระหว่างผู้ส่งสินค้าและสายการบิน และเป็นเอกสารที่ต้องแนบไปกับสินค้าตลอดการเดินทางจนถึงปลายทาง
AWB มีลักษณะเป็นเอกสารมาตรฐานที่มีรูปแบบกำหนดไว้ ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญหลายส่วน อาทิ ชื่อและที่อยู่ของผู้ส่ง (Shipper) ชื่อและที่อยู่ของผู้รับ (Consignee) สนามบินต้นทาง (Airport of Departure) และสนามบินปลายทาง (Airport of Destination) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ได้แก่ รายละเอียดสินค้า (Description) น้ำหนัก (Weight) ปริมาตร (Volume) และจำนวนชิ้น (Pieces)
House Airwaybill vs Master Airwaybill
ในการขนส่งสินค้าทางอากาศ อาจพบเห็นเอกสารสองประเภทที่เกี่ยวข้องกับ Air Waybill คือ House Airwaybill (HAWB) และ Master Airwaybill (MAWB) ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้
Master Airwaybill หรือ MAWB เป็นเอกสารที่ออ
Master Airwaybill หรือ MAWB เป็นเอกสารที่ออกโดยสายการบินหลัก (Master Airline) สำหรับการขนส่งสินค้าทั้งชิ้น ในขณะที่ House Airwaybill หรือ HAWB ออกโดยตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ (Freight Forwarder) สำหรับการขนส่งสินค้ารายชิ้นของลูกค้าแต่ละราย ผู้ส่งออกที่ใช้บริการ Freight Forwarder มักจะได้รับ HAWB เป็นหลักฐาน แต่สายการบินจะออก MAWB ให้กับ Freight Forwarder แทน
วิธีการกรอก AWB ให้ถูกต้อง
การกรอก AWB ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะข้อผิดพลาดอาจทำให้สินค้าถูกหยุดที่ศุลกากร ข้อมูลที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่ ชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งและผู้รับต้องตรงกับเอกสารอื่นๆ สนามบินปลายทางต้องระบุรหัส IATA ให้ถูกต้อง รายละเอียดสินค้าต้องตรงกับ Invoice น้ำหนักและปริมาตรต้องวัดจริง และค่าขนส่งต้องระบุเงื่อนไขให้ชัดเจน
TMO (Thai Customs Manifest Outward)
TMO คืออะไร
TMO หรือ Thai Customs Manifest Outward เป็นระบบแจ้งรายการสินค้าขาออกของกรมศุลกากรไทย ระบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ASYCUDA World ที่ใช้สำหรับการแจ้งรายการสินค้าส่งออกทางอากาศโดยตัวแทนสายการบินหรือ Freight Forwarder ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ส่งออก
TMO มีความสำคัญเพราะเป็นเอกสารที่ใช้ยืนยันการนำสินค้าขึ้นเครื่องบินต่อศุลกากร หากไม่มี TMO ที่ถูกต้อง สินค้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเครื่องบิน ระบบ TMO จะเชื่อมโยงข้อมูลกับ Export Declaration ที่ผู้ส่งออกยื่นไว้ก่อนหน้า
ขั้นตอนการยื่น TMO
ขั้นตอนการยื่น TMO เริ่มจาก Freight Forwarder หรือตัวแทนสายการบินจะกรอกรายละเอียดสินค้าทั้งหมดในระบบ TMO โดยอ้างอิงข้อมูลจาก AWB, Export Declaration และเอกสารประกอบ จากนั้นระบบจะทำการตรวจสอบข้อมูลอัตโนมัติว่าตรงกับ Export Declaration ที่ยื่นไว้หรือไม่
เมื่อข้อมูลถูกตรวจสอบแล้ว ศุลกากรจะอนุมัติ TMO และออกใบรับรองการอนุญาตส่งออก ใบรับรองนี้จะเป็นหลักฐานให้สายการบินนำสินค้าขึ้นเครื่องบินได้ ทั้งนี้ ผู้ส่งออกควรตรวจสอบกับตัวแทนว่า TMO ถูกยื่นและอนุมัติเรียบร้อยแล้วก่อนเที่ยวบินออก
เคล็ดลับจัดส่งสินค้าทางอากาศทันเที่ยวบิน
การจัดส่งสินค้าทางอากาศให้ทันเที่ยวบินต้องอาศัยการวางแผนและประสบการณ์ นี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้การจัดส่งราบรื่น
เตรียมเอกสารล่วงหน้า
เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนก่อนวันส่งออกอย่างน้อย 1-2 วัน เอกสารที่ควรตรวจสอบล่วงหน้า ได้แก่ Invoice, Packing List, Export Declaration, AWB และใบอนุญาตอื่นๆ (ถ้ามี) การตรวจสอบล่วงหน้าจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะทำให้สินค้าตกเที่ยวบิน
นอกจากนี้ ควรส่งสำเนาเอกสารให้ Freight Forwarder ล่วงหน้าด้วย เพื่อให้สามารถกรอกข้อมูลในระบบ TMO และเตรียมการยื่นเอกสารที่ศุลกากรได้ทันที
จัดส่งสินค้าให้ถูกเวลา Cut-off time
ทุกสายการบินกำหนดเวลา Cut-off Time สำหรับการส่งมอบสินค้าขาออก ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ก่อนเที่ยวบินออกประมาณ 2-4 ชั่วโมง ผู้ส่งออกควรสอบถามเวลา Cut-off Time จากสายการบินหรือ Freight Forwarder ล่วงหน้า และวางแผนการขนส่งให้ถึงคลังสินค้าของสายการบินก่อนเวลาที่กำหนดอย่างน้อย 30-60 นาที
ในกรณีที่สินค้ามาถึงหลัง Cut-off Time สายการบินมีสิทธิ์ปฏิเสธการรับสินค้า หรืออาจต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับการรับสินค้านอกเวลา
กรณีตู้ Container ทางอากาศ
สินค้าบางประเภทที่มีขนาดใหญ่หรือต้องการการควบคุมพิเศษ อาจต้องใช้ตู้ Container ทางอากาศ (Air Container) แทนการบรรทุกในถุงดักแบบปกติ ตู้ Container ทางอากาศมีหลายขนาด เช่น LD-3, LD-6, Pallet แต่ละขนาดมีข้อจำกัดด้านน้ำหนักและปริมาตรที่แตกต่างกัน
ผู้ส่งออกควรประสานงานกับสายการบินล่วงหน้าเพื่อจองตู้ Container ที่เหมาะสมกับสินค้า และตรวจสอบว่าสินค้าสามารถบรรทุกในตู้ Container ที่กำหนดได้โดยไม่มีปัญหา
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทางอากาศ
AWB, HAWB, MAWB
AWB (Air Waybill) คือ เอกสารขนส่งทางอากาศที่ออกโดยสายการบิน HAWB (House Airwaybill) คือ เอกสารขนส่งทางอากาศที่ออกโดย Freight Forwarder สำหรับสินค้าของผู้ส่งรายย่อย และ MAWB (Master Airwaybill) คือ เอกสารขนส่งทางอากาศที่ออกโดยสายการบินหลักสำหรับ shipment ทั้งชิ้น
TMO, Customs Declaration
TMO (Thai Customs Manifest Outward) คือ ระบบแจ้งรายการสินค้าขาออกของกรมศุลกากรไทย Export Declaration คือ ใบสำคัญส่งออกที่ผู้ส่งออกยื่นต่อศุลกากรเพื่อแจ้งการส่งออกสินค้า และ Customs Declaration คือ คำทั่วไปที่หมายถึงการแจ้งรายละเอียดสินค้าต่อศุลกากร
Cut-off Time, Ramp
Cut-off Time คือ เวลาสุดท้ายสำหรับการส่งมอบสินค้าขาออกให้สายการบิน Ramp คือ ลานจอดเครื่องบินที่ท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นจุดที่สินค้าจะถูกขนย้ายจากคลังสินค้าขึ้นเครื่องบิน Freight Forwarder คือ ตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศที่ช่วยประสานงานระหว่างผู้ส่งออกและสายการบิน และ Loading List คือ รายการสินค้าที่บรรทุกบนเครื่องบิน
สรุป
พิธีการส่งออกทางอากาศเป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนชัดเจนและต้องทำตามลำดับ ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ประกอบด้วย Invoice, Packing List, Export Declaration, AWB และใบอนุญาตอื่นๆ (ถ้ามี) จากนั้นดำเนินพิธีการศุลกากรที่ด่านศุลกากรท่าอากาศยาน ยื่น TMO และรอการอนุมัติก่อนนำสินค้าขึ้นเครื่องบิน
การเข้าใจ AWB, TMO และขั้นตอนต่างๆ จะช่วยให้การส่งออกทางอากาศราบรื่นและสินค้าถึงปลายทางทันเที่ยวบิน นอกจากนี้ การวางแผนล่วงหน้าและประสานงานกับ Freight Forwarder ที่มีประสบการณ์จะช่วยลดความเสี่ยงของความล่าช้าและปัญหาที่ศุลกากร
NextShip เป็นระบบซอฟต์แวร์ช่วยนำเข้าสินค้าจากจีน ไม่ใช่ผู้นำเข้าสินค้าโดยตรง




